Search
  • webnewpheng

มาเปลี่ยนยางรถ ให้เหมาะกับการใช้งานที่พร้อมลุยไปบนพื้นถนนที่เปียกกันดีกว่า


ดอกยางรถยนต์แบบไหน เหมาะกับหน้าฝน

“ดอกยาง” ทำหน้าที่ยึดเกาะถนนและทำหน้าที่รีดน้ำออกเมื่อหน้ายางสัมผัสกับพื้นถนนที่เปียกและลื่น ทั้งยังช่วยลดระยะเบรกของรถได้อีกด้วย ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้ว รถยนต์ที่วิ่งด้วยความเร็วคงที่ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ดอกยางจะช่วยรีดน้ำได้ประมาณ10-15 ลิตรต่อวินาที แต่ประสิทธิภาพก็ขึ้นอยู่กับดอกยาง และความลึกของร่องยางเช่นเดียวกัน โดยดอกยางรถยนต์ สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

1. ดอกยางแบบ 2 ทิศทาง (Non-Directional)

ดอกยางแบบ 2 ทิศทาง จะมีลายดอกยางสวนทางกันทั้งสองด้าน แต่ละด้านจะมีลายดอกยางรูปแบบเดียวกันทั้งซ้ายและขวา ซึ่งยางรถยนต์ที่มีดอกยางแบบนี้ส่วนมากถูกออกแบบมาสำหรับรถยนต์ที่ไม่ใช้ความเร็วสูง เน้นความสะดวกสบายและความนุ่มนวลในการขับขี่

2. ดอกยางแบบทิศทางเดียว (Directional)

สำหรับ ดอกยางแบบทิศทางเดียว จะมีลายดอกยางที่เหมือนกันและไปในทางเดียวกันทั้งซ้ายและขวา และมีสัญลักษณ์ลูกศรที่บริเวณแก้มยางเพื่อบอกทิศทางการหมุนของยาง ซึ่งยางรถยนต์ประเภทนี้จะสามารถรีดน้ำได้ดีและรวดเร็วกว่ายางประเภทอื่นๆ และยังช่วยในการควบคุมการทรงตัวของรถ เหมาะสำหรับรถยนต์ที่ใช้ความเร็ว และต้องการการควบคุมรถอย่างมีประสิทธิภาพ

3. ดอกยางแบบไม่สมมาตรกัน (Asymmetric)

ลายดอกยางแบบไม่สมมาตรกัน จะมีลายที่แตกต่างกันบนหน้ายาง ลายดอกยางทั้งสองฝั่งจะหนาไม่เท่ากัน ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ หน้ายางด้านในเหมาะสำหรับการขับทางตรงและใช้ความเร็วสูง ส่วนหน้ายางด้านนอกช่วยยึดเกาะถนนได้ดีเวลาเข้าโค้ง เหมาะกับรถที่ใช้ความเร็วสูงและต้องการเข้าโค้งอย่างปลอดภัย

สำหรับยางรถยนต์ทั่วไปตามมาตรฐานยางใหม่จากโรงงาน จะมีร่องยางลึก 8 มิลลิเมตร ซึ่งเมื่อใช้งานไปเรื่อยๆ ดอกยางและร่องยางจะค่อยๆ สึกหรอและเสื่อมสภาพไปตามระยะเวลา ซึ่งความลึกของร่องยางในช่วงหน้าร้อนควรเหลืออยู่ที่ประมาณ 3 มิลลิเมตร และในช่วงหน้าฝน ควรมีดอกยางเหลืออยู่ที่ประมาณ 4 มิลลิเมตรเป็นอย่างน้อย เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่


ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จากเว็บไซต์ https://masii.co.th/thai

354 views0 comments